Cut #11 กูก็ชอบมึงนะ
#11 / 1 ตอนเรื่องแมวๆ
ป่าน
“ กูชอบมึงนะ “
นี้มันอะไรกัน คำพูดของเสียงทุ้มนั้น หมายความว่ายังไง เขาบอกชอบผม
จริงๆใช่ไหม มันเป็นความจริงใช่ไหม แต่คำพูดนั้น ถ้ามันเป็นแค่ฝันละ มันก็เป็นฝันที่ทำให้ผมไม่อยากตื่นขึ้นมา
ตัวผมชาไปทั้งตัวหูผมอื้อ ราวกับโดนเสียงกระแทกเข้าไปดังๆจนไม่ได้ยินอะไร หัวใจผมเต้นแรง เมื่อมองเจ้าของเสียงนั้น กำลังเดินเข้ามาใกล้ผม เขายืนตรงหน้าผมแล้วววววว
คนไหล่กว้างยืนอยู่ตรงหน้าผม เขาไม่ได้พูดอะ เพียงแต่ยืนจ้องหน้าผมแล้วยิ้ม อาการผมในตอนนี้ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนหน้านิ่ง งงๆมองไปที่หน้าเขา แล้วเสียงทุ้มของคนตรงหน้าก็ดังขึ้นอีกครั้งทำให้ผม ดึงสติที่หลุดลอยของตัวเองกลับมาได้
“ ป่าน เป็นไร โอเคไหม “
“หือ !! ไม่ได้เป็นอะไร”
ผมเพียงตอบกลับคำถามเขา ด้วยสีหน้าแดงก้ำ
ร้อนผ่าว คำตอบนั้น กับทำให้คนไหล่กว้างตรงหน้าผม ถึงขั้นยิ้มและอดหัวเราะออกมาไม่ได้ กับท่าทีที่ ดูจะขัดกับคำตอบว่าไม่เป็นอะ ไร
เขายืนมือมาจับไหล่ผม จ้องหน้าผมด้วยสายตาที่เป็นประกายสีน้ำตาลคมคู่นั้นทำให้ผมใจแต้นแรง อีกครั้งกับประโคเสียงที่ เขาพูดขึ้น
“ ป่าน กูชอบมึงจริงๆนะ “
เขาพูดมันด้วยน้ำเสียงจริงจัง ที่ทำให้ในหัวผมคิดว่าสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นคงไม่ใช่แค่พูดเล่น ผมได้แต่เพียงยิ้มให้กับคำพูดนั้น กะทั้ง แขนยาวที่จับไหล่ผมไว้ ดึกผมเขาไปกอดแน่ อ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ราวกับว่ายิ้มของผมนั้นคือคำตอบที่เขาอยากได้ยิน ผมรวบรวมความกล้า แล้วตัดสินใจบอกเขาไปเหมือนกัน ผมพูดด้วยน้ำเสียงเบา จนคิดว่าอีกฝ่ายหน้าจะไม่ได้ยิน สิ่งที่ผมพูดออกไป
“ กูก็ชอบมึงนะ “
ห่ะ !! อะไรนะ
“ขอฟังอีกครั้งได้มั่ย “
ผมคิ้วขมวดใส่ใบหน้าเข้มคมคนนั้น แล้วบอกเจาออะไปอรกครั่ง
“ กูก็ชอบมึงนะ “
เขาดูเหมือนจะตกใจไม่น้อยที่ได้ยินแบบนั้น แต่เขาก็ยังคงยิ้ม แล้วดูเหมือนจะแขนที่วางบนไหล่นั้นค่อยๆเลือนลงมาที่ข้างลำตัวแล้วดึงตัวผมเข้ากอดทั้นที่เขากอดผมแน่ผมเองก็ไม่ได้ห้ามอะไรเราสองคนกอดกันอยู่สักพักโดยที่ไม่มีฝ่ายใดเอยเสียงพูด อาจเป็นเพราะความกล้าและความรู้สึกที่ตรงกันนั้นทำให้เรารู้สึก ใจเต้นแรงแบบเดียวกัน ผมเป็นฝ่ายพลักอัอมกอดของไหล่กว้างออก ผมมองหน้าคนไหล่กว้างเห็นรอยยิ้มและท่าทางที่อายเขินของเขาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนมันช่างต่างจากบุคลิกเขาตอนหน้านิ่งๆ ดูเหมือนคนหยิ่ง ไม่ค่อยยิ้ม มีหัวเราะมียิ้มกับเพื่อนเขาบ้าง แต่ส่วนมาที่เห็น เขาจะไม่ค่อยยิ้ม เท่าไหร
แต่ตอนนี้รอยยิ้มที่ผมเห็นเขาอยู่ตรงหน้า มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขที่เขามีจริงๆ มันเป็นรอยยิ้มที่ผมดูแล้วผมก็มีความสุขไปกับเขา
เขาดึงตัวผมนั้งลงบนโซฟาตัวใหญ่สีน้ำตาลที่มีดีไซน์เรียบหรู่ ที่ตั้งอยู่กลางห้องนั้งเล่นของเขา อย่างกะทันหัน ผมเสียหลักการทรงตัว จนเซไปหาเขา
ด้วยท่าที่เขานั้งเอนตัวกับโซฟาตัวใหญ่นั้นอยู่แล้ว ทำให้ตัวผมที่เซลงไปคร่อมอยู่บนตัวเขา มือเรียวยาวพาดทาบลงบนเอวผม ใบหน้าประชิด ปายจมูกผมแตะลงบนปายจมูกโด่งเป็นสันคมรับกับใบหน้าอย่างได้รูปพอดี ริมฝีปากร้อนผ่าว ในตัวผมร้อนราวกับอุณหภูมิในร่างกายปรับขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ใจผมเต้นแรงขณะที่ริมฝีปากอวบประกบเข้ามากับริมฝีปากของผมโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว มันเป็นริมฝีปากที่รสชาติจูบเดี่ยวกับครั่งก่อนที่เกิดขึ้น คนตรงหน้าจูบริมฝีปากผม อย่านุ่มนวล พร้อมกับสัมผัสรสชาติหอมหวานเหมือนขนม อย่างที่เคยสัมผัสแบบเมื่อครั้งก่อน ผมไม่มีท่าทีที่จะห้ามเขาเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากที่ได้รับสัมผัสจูของเขาแบบนี้ ผมต่างเม้มปากตอบรสจูบของเขาแบบเบาๆ เขาค่อยๆเริ่มเพิ่มน้ำหนักลงไปที่ริมฝีปากแล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นจูบที่ดูดดื่มขึ้น เขาส่อดลิ้นเข้ามาข้างใน กวาดต้อนไปรอบๆเกี่ยลิ้นไปมา ผลัดกับมอบรสจูบที่ดูดดื่มนั้นให้ผม เขาโอบเอวบางของผมไว้ดึงตัวเขาไปรัดแน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นจังหวะแรงขึ้น จนผมหายใจไม่ออก เหมือนจะขาดใจ แต่เขาก็ยังคงดูดดื่มรสหวนนั้นอย่างไม่มีท่าทีที่จะถอย ผมถอนจูบออกจากปากเขาแล้วหันหน้าหนี้คนไหล่กว้างตรงหน้าเพื่อที่จะรับอากาศเข้าไปในปอด เขามองหน้าผม แล้วยิ้มพร้อมหัวเราะออกมาเล็กน้องทีเห็นท่าทีผมเป็นแบบนั้น
“คนอะไร จะแช่งจูบได้นานขนาดนี้
ขาดอากาศหายใจกันพอดี “
ผมได้แต่บ่นพึมพำอยู่ในใจ ว่าให้อีกฝ่ายที่กำลังจ้องหน้าผมอยู่อย่างไม่ละสายตา พลานยิ้มอยู่แบบตัวเองเป็นผู้ชนะ เขาจ้องหน้าผมตาไม่กระพริบที่แขนสองข้างของเขาโอบกอดเอวบางผมไหวไม่ปล่อย
เจ้าของใบหน้าคมที่อยู่ตรงหน้า เอ่ยถามขึ้นมาต่อหน้าผมทีพึ่งถอยจูออกมาสูเอากาศบริสุทธิ์ที่เหมือนร่างกายจะออกซีเจน เสียงที่เขาพูดมา ทำให้ผมใจเต้นอีกครั่ง ที่ได้ยินคำนั้น
“ ขอจูบอีกได้มั่ย “
ผมขมวดคิ้วใส่ใบหน้าคมที่อยู่ตรงหน้า เล็กน้อย ด้วยอาการที่พึ่งกำลังได้รับอากาศเข้าไปยังไม่ทันได้เต็มที ผมขยันตัวลงมานั้นข้างๆเข้า แล้วตอบกับเขาไป
“ ไม่ได้ พอแล้วเหอะ “
แต่ดูท่าที่เหมือนเจ้าตัวจะเหมือนได้คำตอบแบบขัดใจตัวเองอยู่ไม่น้อย ทำให้เขาดึงตัวเข้าไปกอดข้างๆไว้แน่อีกครั่ง เสียงทุ้มของคนตรงหน้าเอ่ยขึ้น ราวกับออดอ้อน ขอในสิ่งที่อยากได้เหมือนเด็กน้อยงอแงอยากได้ของเล่น อยู่อย่างนั้น
“แค่จูบเอง ขออีกทีนะ หนาาา นะ สัญญาจะไม่ทำอย่างอื่น มั่ง หนาาา นะ “
ท่าทีออดอ้อนของคนตรงหน้าผม มันช่างน่ารักอะไรขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่า หน้าใบหน้าเข้มขึง ดวงตาคมสีน้ำตาลจมูกโด่งรับกับใบหน้าเข้ารูปพอดี ไม่ค่อยยิ้ม นิ่งๆ ที่เคยเห็น เขาจะมีมุมที่น่ารัก ออดอ้อนเหมือนเด็กแบบนี้ ผมเห็นเขาในท่าที่ออดอ้อนแบบนั้นก็อดนิ้มออกมาไม่ได้
ผมจ้องหน้าเขา แกล้งทำเป็นคิ้วขมวดใส่เขา ที่กำลังรอว่าผมจะตอบไปว่ายังไง จริงอยู่ท่าทีเจาที่ออดอ้อนแบยนั้นมันน่ารักจนผมอยากจูบเขาอีกครั้ง แต่เราพึ่งบอกชอบกันเองนะ จะมาจูบกันแบบนี้มันจะดีหรอ ในหัวผมนิ่งคิดเรื่องความสัมพันธ์ของเราขึ้นมา จนทำให้อีกฝายที่กำลังรอคำตอบอยู่เหมือนจะเห็นว่าผมนิ่งไป เขาเลยปล่อยแขนที่กอดผมไว้ออก ขยับตัวไปนั้ง ข้างๆแล้วไม่ได้พูดอะไร เขานั้งก้มหน้า มองมึงที่ประสานกันของเขา เหมือนเขาคงคิดว่าที่ผมไมนิ่งไม่ตอบคำถามเขาไปเพราะผมไม่โอเค เราสองคนต่างคนต่างไม่พูดอะไรเพียงแค่นั่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้น พักหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวคนไหล่กว้างจะหันมาถามผม ด้วยสีหน้าที่คมเข้ม นิ่งๆ ที่ต่างจากเมื่อตอนที่เจายังออดอ้อนผมอยู่เลย มันช่างต่างกันมา ท่าทีของเขาทำให้ผมแกร่ง พูดไม่ออก อีกฝายจ้องหน้าผมแล้วถามขึ้นมาอีก
“ ป่าน มึงโอเคมั่ย กูขอโทษ ”
ผมนั่งยังไม่ตอบคำถามเขา ได้แต่นึกคิดอยู่ข้างใน แบบรู้สึกว่าตัวเองทำไมถึงได้ไม่กล้าพูดแบยนี้ ทำไมตัวเองถึงขี้ขลาดแบบนี้
โอ้ย ป่าน ทำไม ทำไม ทำไม
ในหัวผมตอนนี้มันมีคำถาม ว่าทำไมๆๆๆๆ เต็มไปหมด ผมก้มหน้าไม่กล้าหันมามองเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่ดูท่าแล้ว คนข้างๆจะไม่อดทนมานั่งรอฟังคำตอบคนขี้ขลาดแบบนี้ เขาลุกขึ้นเดินออกไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไร ผมเพียงเงยหน้าขึ้นมองตามหลังคนไหล่กว้างคนนั้นเดินออกไปที่ระเบียง
เขาเดินออกไปสูบบุหรี่ ด้วยท่าทีที่นิ่ง ไม่พูดไม่จาพ้นควันสูบบุหรี่ออกมาจากจมูก ครัวนั้นตหลบอบอวนไปทั่งเรียบ เขายืนสูบอยู่หลายม้วน เหมือนคนที่กำลังเครียด พอสูบบุหรี่เขาก็เปิดประตูระเบียงเขามาในห้องที่ผมยังคงหน้าอยู่ที่โซฟา บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบ เขาเดินมายืนหยุดอยู่ตรงหน้าผม เขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงยืนนิ่งก่อนที่จะพูดถามผม
“ หิวแล้ว ไปหาไรกินกัน “
คำถามนั้นทำให้ผมเหงยหน้าขึ้นมามองคนไหล่กว้างตรงหน้านิ่ง เขาเอื่อมมือมาดึงให้ลุกขึ้น เขาปล่อยมือผมแล้วเดินไปหยิบกุญแจรถเดินไปที่ประตู ผมเดินตามหลังเขาไปนิ่งๆไม่พูดอะไร เขาหันมามองผมตามกำลังเดินตามหลังเขาที่ไม่พูดไม่จา
“แล้วจะไม่พูดอะไรกับกูเลยใช่มั่ย”
เขาถามผมขึ้นมาแบบนั้น
“ มึงเป็นอะไร ไม่คิดจะพูดอะไรกับกูเลยใช่มั่ย “
กานต์ ดูขอโทษนะเว้ย
“แล้วเป็นอะไรทำไม่ต้องมาขอโทษกู กูไม่ได้โกรธอะไรมึง “
ก็กูทำให้มึงโกรธที่กูไม่ตอบคำถามมึงเรื่อง ...
“ช่างมันเถอะ แต่ตินนี้มึงจะเลิก กล้มหน้าตามาช่วยกูหาที่จอดรถได้รึยัง กูหิวจนปวดท้องแล้วเนี่ย “
เออๆ
หลังกินข้าวเสร็จพวกผมสองคนก็เดินดูของนั้นนี้ต่อ แต่พอเดินไปสักพักมันก็เกิดเรื่องที่ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นตอนนี้
ป่าน
“ กูชอบมึงนะ “
นี้มันอะไรกัน คำพูดของเสียงทุ้มนั้น หมายความว่ายังไง เขาบอกชอบผม
จริงๆใช่ไหม มันเป็นความจริงใช่ไหม แต่คำพูดนั้น ถ้ามันเป็นแค่ฝันละ มันก็เป็นฝันที่ทำให้ผมไม่อยากตื่นขึ้นมา
ตัวผมชาไปทั้งตัวหูผมอื้อ ราวกับโดนเสียงกระแทกเข้าไปดังๆจนไม่ได้ยินอะไร หัวใจผมเต้นแรง เมื่อมองเจ้าของเสียงนั้น กำลังเดินเข้ามาใกล้ผม เขายืนตรงหน้าผมแล้วววววว
คนไหล่กว้างยืนอยู่ตรงหน้าผม เขาไม่ได้พูดอะ เพียงแต่ยืนจ้องหน้าผมแล้วยิ้ม อาการผมในตอนนี้ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนหน้านิ่ง งงๆมองไปที่หน้าเขา แล้วเสียงทุ้มของคนตรงหน้าก็ดังขึ้นอีกครั้งทำให้ผม ดึงสติที่หลุดลอยของตัวเองกลับมาได้
“ ป่าน เป็นไร โอเคไหม “
“หือ !! ไม่ได้เป็นอะไร”
ผมเพียงตอบกลับคำถามเขา ด้วยสีหน้าแดงก้ำ
ร้อนผ่าว คำตอบนั้น กับทำให้คนไหล่กว้างตรงหน้าผม ถึงขั้นยิ้มและอดหัวเราะออกมาไม่ได้ กับท่าทีที่ ดูจะขัดกับคำตอบว่าไม่เป็นอะ ไร
เขายืนมือมาจับไหล่ผม จ้องหน้าผมด้วยสายตาที่เป็นประกายสีน้ำตาลคมคู่นั้นทำให้ผมใจแต้นแรง อีกครั้งกับประโคเสียงที่ เขาพูดขึ้น
“ ป่าน กูชอบมึงจริงๆนะ “
เขาพูดมันด้วยน้ำเสียงจริงจัง ที่ทำให้ในหัวผมคิดว่าสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นคงไม่ใช่แค่พูดเล่น ผมได้แต่เพียงยิ้มให้กับคำพูดนั้น กะทั้ง แขนยาวที่จับไหล่ผมไว้ ดึกผมเขาไปกอดแน่ อ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ราวกับว่ายิ้มของผมนั้นคือคำตอบที่เขาอยากได้ยิน ผมรวบรวมความกล้า แล้วตัดสินใจบอกเขาไปเหมือนกัน ผมพูดด้วยน้ำเสียงเบา จนคิดว่าอีกฝ่ายหน้าจะไม่ได้ยิน สิ่งที่ผมพูดออกไป
“ กูก็ชอบมึงนะ “
ห่ะ !! อะไรนะ
“ขอฟังอีกครั้งได้มั่ย “
ผมคิ้วขมวดใส่ใบหน้าเข้มคมคนนั้น แล้วบอกเจาออะไปอรกครั่ง
“ กูก็ชอบมึงนะ “
เขาดูเหมือนจะตกใจไม่น้อยที่ได้ยินแบบนั้น แต่เขาก็ยังคงยิ้ม แล้วดูเหมือนจะแขนที่วางบนไหล่นั้นค่อยๆเลือนลงมาที่ข้างลำตัวแล้วดึงตัวผมเข้ากอดทั้นที่เขากอดผมแน่ผมเองก็ไม่ได้ห้ามอะไรเราสองคนกอดกันอยู่สักพักโดยที่ไม่มีฝ่ายใดเอยเสียงพูด อาจเป็นเพราะความกล้าและความรู้สึกที่ตรงกันนั้นทำให้เรารู้สึก ใจเต้นแรงแบบเดียวกัน ผมเป็นฝ่ายพลักอัอมกอดของไหล่กว้างออก ผมมองหน้าคนไหล่กว้างเห็นรอยยิ้มและท่าทางที่อายเขินของเขาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนมันช่างต่างจากบุคลิกเขาตอนหน้านิ่งๆ ดูเหมือนคนหยิ่ง ไม่ค่อยยิ้ม มีหัวเราะมียิ้มกับเพื่อนเขาบ้าง แต่ส่วนมาที่เห็น เขาจะไม่ค่อยยิ้ม เท่าไหร
แต่ตอนนี้รอยยิ้มที่ผมเห็นเขาอยู่ตรงหน้า มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขที่เขามีจริงๆ มันเป็นรอยยิ้มที่ผมดูแล้วผมก็มีความสุขไปกับเขา
เขาดึงตัวผมนั้งลงบนโซฟาตัวใหญ่สีน้ำตาลที่มีดีไซน์เรียบหรู่ ที่ตั้งอยู่กลางห้องนั้งเล่นของเขา อย่างกะทันหัน ผมเสียหลักการทรงตัว จนเซไปหาเขา
ด้วยท่าที่เขานั้งเอนตัวกับโซฟาตัวใหญ่นั้นอยู่แล้ว ทำให้ตัวผมที่เซลงไปคร่อมอยู่บนตัวเขา มือเรียวยาวพาดทาบลงบนเอวผม ใบหน้าประชิด ปายจมูกผมแตะลงบนปายจมูกโด่งเป็นสันคมรับกับใบหน้าอย่างได้รูปพอดี ริมฝีปากร้อนผ่าว ในตัวผมร้อนราวกับอุณหภูมิในร่างกายปรับขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ใจผมเต้นแรงขณะที่ริมฝีปากอวบประกบเข้ามากับริมฝีปากของผมโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว มันเป็นริมฝีปากที่รสชาติจูบเดี่ยวกับครั่งก่อนที่เกิดขึ้น คนตรงหน้าจูบริมฝีปากผม อย่านุ่มนวล พร้อมกับสัมผัสรสชาติหอมหวานเหมือนขนม อย่างที่เคยสัมผัสแบบเมื่อครั้งก่อน ผมไม่มีท่าทีที่จะห้ามเขาเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากที่ได้รับสัมผัสจูของเขาแบบนี้ ผมต่างเม้มปากตอบรสจูบของเขาแบบเบาๆ เขาค่อยๆเริ่มเพิ่มน้ำหนักลงไปที่ริมฝีปากแล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นจูบที่ดูดดื่มขึ้น เขาส่อดลิ้นเข้ามาข้างใน กวาดต้อนไปรอบๆเกี่ยลิ้นไปมา ผลัดกับมอบรสจูบที่ดูดดื่มนั้นให้ผม เขาโอบเอวบางของผมไว้ดึงตัวเขาไปรัดแน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นจังหวะแรงขึ้น จนผมหายใจไม่ออก เหมือนจะขาดใจ แต่เขาก็ยังคงดูดดื่มรสหวนนั้นอย่างไม่มีท่าทีที่จะถอย ผมถอนจูบออกจากปากเขาแล้วหันหน้าหนี้คนไหล่กว้างตรงหน้าเพื่อที่จะรับอากาศเข้าไปในปอด เขามองหน้าผม แล้วยิ้มพร้อมหัวเราะออกมาเล็กน้องทีเห็นท่าทีผมเป็นแบบนั้น
“คนอะไร จะแช่งจูบได้นานขนาดนี้
ขาดอากาศหายใจกันพอดี “
ผมได้แต่บ่นพึมพำอยู่ในใจ ว่าให้อีกฝ่ายที่กำลังจ้องหน้าผมอยู่อย่างไม่ละสายตา พลานยิ้มอยู่แบบตัวเองเป็นผู้ชนะ เขาจ้องหน้าผมตาไม่กระพริบที่แขนสองข้างของเขาโอบกอดเอวบางผมไหวไม่ปล่อย
เจ้าของใบหน้าคมที่อยู่ตรงหน้า เอ่ยถามขึ้นมาต่อหน้าผมทีพึ่งถอยจูออกมาสูเอากาศบริสุทธิ์ที่เหมือนร่างกายจะออกซีเจน เสียงที่เขาพูดมา ทำให้ผมใจเต้นอีกครั่ง ที่ได้ยินคำนั้น
“ ขอจูบอีกได้มั่ย “
ผมขมวดคิ้วใส่ใบหน้าคมที่อยู่ตรงหน้า เล็กน้อย ด้วยอาการที่พึ่งกำลังได้รับอากาศเข้าไปยังไม่ทันได้เต็มที ผมขยันตัวลงมานั้นข้างๆเข้า แล้วตอบกับเขาไป
“ ไม่ได้ พอแล้วเหอะ “
แต่ดูท่าที่เหมือนเจ้าตัวจะเหมือนได้คำตอบแบบขัดใจตัวเองอยู่ไม่น้อย ทำให้เขาดึงตัวเข้าไปกอดข้างๆไว้แน่อีกครั่ง เสียงทุ้มของคนตรงหน้าเอ่ยขึ้น ราวกับออดอ้อน ขอในสิ่งที่อยากได้เหมือนเด็กน้อยงอแงอยากได้ของเล่น อยู่อย่างนั้น
“แค่จูบเอง ขออีกทีนะ หนาาา นะ สัญญาจะไม่ทำอย่างอื่น มั่ง หนาาา นะ “
ท่าทีออดอ้อนของคนตรงหน้าผม มันช่างน่ารักอะไรขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่า หน้าใบหน้าเข้มขึง ดวงตาคมสีน้ำตาลจมูกโด่งรับกับใบหน้าเข้ารูปพอดี ไม่ค่อยยิ้ม นิ่งๆ ที่เคยเห็น เขาจะมีมุมที่น่ารัก ออดอ้อนเหมือนเด็กแบบนี้ ผมเห็นเขาในท่าที่ออดอ้อนแบบนั้นก็อดนิ้มออกมาไม่ได้
ผมจ้องหน้าเขา แกล้งทำเป็นคิ้วขมวดใส่เขา ที่กำลังรอว่าผมจะตอบไปว่ายังไง จริงอยู่ท่าทีเจาที่ออดอ้อนแบยนั้นมันน่ารักจนผมอยากจูบเขาอีกครั้ง แต่เราพึ่งบอกชอบกันเองนะ จะมาจูบกันแบบนี้มันจะดีหรอ ในหัวผมนิ่งคิดเรื่องความสัมพันธ์ของเราขึ้นมา จนทำให้อีกฝายที่กำลังรอคำตอบอยู่เหมือนจะเห็นว่าผมนิ่งไป เขาเลยปล่อยแขนที่กอดผมไว้ออก ขยับตัวไปนั้ง ข้างๆแล้วไม่ได้พูดอะไร เขานั้งก้มหน้า มองมึงที่ประสานกันของเขา เหมือนเขาคงคิดว่าที่ผมไมนิ่งไม่ตอบคำถามเขาไปเพราะผมไม่โอเค เราสองคนต่างคนต่างไม่พูดอะไรเพียงแค่นั่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้น พักหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวคนไหล่กว้างจะหันมาถามผม ด้วยสีหน้าที่คมเข้ม นิ่งๆ ที่ต่างจากเมื่อตอนที่เจายังออดอ้อนผมอยู่เลย มันช่างต่างกันมา ท่าทีของเขาทำให้ผมแกร่ง พูดไม่ออก อีกฝายจ้องหน้าผมแล้วถามขึ้นมาอีก
“ ป่าน มึงโอเคมั่ย กูขอโทษ ”
ผมนั่งยังไม่ตอบคำถามเขา ได้แต่นึกคิดอยู่ข้างใน แบบรู้สึกว่าตัวเองทำไมถึงได้ไม่กล้าพูดแบยนี้ ทำไมตัวเองถึงขี้ขลาดแบบนี้
โอ้ย ป่าน ทำไม ทำไม ทำไม
ในหัวผมตอนนี้มันมีคำถาม ว่าทำไมๆๆๆๆ เต็มไปหมด ผมก้มหน้าไม่กล้าหันมามองเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่ดูท่าแล้ว คนข้างๆจะไม่อดทนมานั่งรอฟังคำตอบคนขี้ขลาดแบบนี้ เขาลุกขึ้นเดินออกไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไร ผมเพียงเงยหน้าขึ้นมองตามหลังคนไหล่กว้างคนนั้นเดินออกไปที่ระเบียง
เขาเดินออกไปสูบบุหรี่ ด้วยท่าทีที่นิ่ง ไม่พูดไม่จาพ้นควันสูบบุหรี่ออกมาจากจมูก ครัวนั้นตหลบอบอวนไปทั่งเรียบ เขายืนสูบอยู่หลายม้วน เหมือนคนที่กำลังเครียด พอสูบบุหรี่เขาก็เปิดประตูระเบียงเขามาในห้องที่ผมยังคงหน้าอยู่ที่โซฟา บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบ เขาเดินมายืนหยุดอยู่ตรงหน้าผม เขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงยืนนิ่งก่อนที่จะพูดถามผม
“ หิวแล้ว ไปหาไรกินกัน “
คำถามนั้นทำให้ผมเหงยหน้าขึ้นมามองคนไหล่กว้างตรงหน้านิ่ง เขาเอื่อมมือมาดึงให้ลุกขึ้น เขาปล่อยมือผมแล้วเดินไปหยิบกุญแจรถเดินไปที่ประตู ผมเดินตามหลังเขาไปนิ่งๆไม่พูดอะไร เขาหันมามองผมตามกำลังเดินตามหลังเขาที่ไม่พูดไม่จา
“แล้วจะไม่พูดอะไรกับกูเลยใช่มั่ย”
เขาถามผมขึ้นมาแบบนั้น
“ มึงเป็นอะไร ไม่คิดจะพูดอะไรกับกูเลยใช่มั่ย “
กานต์ ดูขอโทษนะเว้ย
“แล้วเป็นอะไรทำไม่ต้องมาขอโทษกู กูไม่ได้โกรธอะไรมึง “
ก็กูทำให้มึงโกรธที่กูไม่ตอบคำถามมึงเรื่อง ...
“ช่างมันเถอะ แต่ตินนี้มึงจะเลิก กล้มหน้าตามาช่วยกูหาที่จอดรถได้รึยัง กูหิวจนปวดท้องแล้วเนี่ย “
เออๆ
หลังกินข้าวเสร็จพวกผมสองคนก็เดินดูของนั้นนี้ต่อ แต่พอเดินไปสักพักมันก็เกิดเรื่องที่ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นตอนนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น